เราสองคนชอบออกไปท่องเที่ยวอยู่แล้ว ส่วนมากจะไปเที่ยวกันเอง บางครั้งก็ไปกับเพื่อนสนิท อีกแบบนึงที่ชอบก็คือไปกับทริปถ่ายรูป เพราะทริปถ่ายรูปเนี่ย คนที่ไปก็จะเป็นพวกที่คอเดียวกัน คือรักการถ่ายรูปเหมือนกัน มันจะต่างจากการไปเที่ยวทั่วๆไปตรงที่เน้นการถ่ายรูปเป็นหลัก คนจัดทริปเค้าก็จะพาไปมุมสวยๆให้ลูกทริปได้ถ่ายรูปกันจุใจ เพื่อนร่วมทริปก็จะถึกมาก ตื่นเช้าแค่ไหนก็ไม่บ่น นอนดึกแค่ไหนก็ยอมเพื่อรอถ่ายดาวและทางช้างเผือก ได้เจอเพื่อนที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน คนที่เก่งๆก็จะคอยสอนว่าต้องปรับกล้องยังไง ถ่ายมุมไหนสวย เป็นอะไรที่ดีงาม สนุกดีเหมือนกันนะ : )

 

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองละ ที่มาทริปถ่ายรูปกับ ต้นและนัท Wonderwander ขอบคุณความตลกเฮฮา ความเพี้ยน ความเป็นกันเอง และการดูแลเอาใจใส่ลูกทริปอย่างดีของสองคนนี้ ทำให้เรามีประสบการณ์และความรู้สึกที่ดีกับทริปถ่ายรูป ขอให้ Wonderwander จัดทริปสนุกๆโหดๆมาอีกเรื่อยๆนะ ถ้าเจอทริปถูกใจจังหวะเหมาะๆไปด้วยอีกแน่นอน สำหรับทริปเลห์ลาดักห์นี้เราไปกันทั้งหมด 9 วัน จะเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าเจออะไรมามั่ง

Day1  Delhi  > India Gate

ขึ้นเครื่อง7.40 สายการบินแอร์อินเดีย ไปถึงที่เดลีประมาณเที่ยง เวลาที่อินเดียจะช้ากว่าไทยชั่วโมงครึ่ง ถึงโรงแรมความรู้สึกแรกคือร้อนมาก ทั้งร้อนทั้งเหนียวตัว และยังไม่คุ้นชินกับกลิ่นธรรมชาติของที่โน่น ก็เลยรู้สึกแปลกๆนิดหน่อย โรงแรมที่ไปพัก ห้องก็ไม่ได้แย่มาก แต่ก็ไม่ได้ใหม่ แถมเปิดห้องน้ำเข้าไปเจออุนจิสีทองอร่ามลอยอยู่ในโถส้วม  ฮือๆ ความประทับใจแรกของช้านนน ม่ายยยย~  T T หลังจากบอกที่ Reception ว่าเจออะไรเค้าก็รีบเปลี่ยนห้องให้

 

วันนี้โปรแกรมก็ไม่มีอะไรมากหลังจากถึงโรงแรมเก็บกระเป๋าอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็ออกไปทานข้าวเที่ยวเล่น ดูบ้านเมืองเค้าแล้วก็แวะไป India Gate ระหว่างทางเจอแขกที่เป่าปี่แล้วก็มีงูเลื้อยๆขึ้นมา พูดเลยว่าตื่นเต้นมาก ทุกทีเคยเห็นแต่ในการ์ตูน พอได้มาเจอของจริงแล้วทั้งตื่นเต้นทั้งกลัว 5555

 

 

หลังจากได้เจองูก็สดชื่นขึ้นมาหน่อย ก็เพิ่งรู้วันนี้ว่างูทำให้เรากระปรี้กระเปร่านะ 555 พอไปถึง India Gate หัวหน้าทริปก็นัดเวลาเจอกัน ปล่อยให้ทุกคนเดินเล่นตามอัธยาศัย สิ่งแรกที่โดดเด่นมากก็คือน้ำพุขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในสวน แล้วก็มีเด็กอินเดียกระโดดเล่นน้ำ ไต่ขึ้นไต่ลงอย่างมีความสุข แถมพอเห็นพวกเราถ่ายรูปก็รีบมายืนหน้ากล้อง สู้กล้องกันน่าดู แถวนี้จะเห็นวิถีชีวิตผู้คนอินเดียชัดเจน ผู้คนเยอะแยะเต็มไปหมด คงคล้ายๆกับสวนลุมบ้านเรามั้ง ผู้หญิงใส่ส่าหรีสีสันสวยงาม ของกินหน้าตาแปลกๆวางขายเพียบ คนมาคอยเพนท์เฮนน่าก็เยอะ อันนี้ขอเตือนเลยให้ระวัง เพราะเค้าแอบเจ้าเล่ห์ เหมือนที่เคยโพสไว้ในเพจแล้วว่า ผู้หญิงอินเดียคนนึงมาคว้ามือเราไปเพนท์ บอกไม่เอาๆเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง จะเพนท์ให้ได้ บอกว่า it’s ok it’s ok เราก็คิดว่าอยากจะเพนท์โชว์เลยยอม ปรากฏว่าพอเพนท์เสร็จนางตามตื้อจะคิดเงิน 200 รูปี คือสรุปว่าถ้าไม่อยากเสียอารมณ์ ก็ต้องรู้เท่าทันคนอินเดีย ถ้ามาแนวนี้ก็บอกว่า NO! อย่าไปยุ่งด้วยเลย น่าจะดีที่สุด : )

แค่เฉพาะเดินเล่นเย็นวันนี้ก็คิดว่าผิวดำขึ้นอีก 3 สตอป (ไหนๆมากับทริปถ่ายรูปขอใช้ศัพท์ช่างภาพ คริๆ) แดดแรง level สูงสุด ที่นี่จะร้อนอารมณ์แบบ #เหงื่อออกเยอะมาก ตัวเปียกเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ จะว่าไปถึงอากาศจะร้อน ฝุ่นเยอะ และเหนื่อยมาก แต่ได้เปิดหูเปิดตา เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ก็ดีนะ เป็นความเหนื่อยที่มีความสุข คืนนี้ต้องรีบนอนเพราะพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าจะได้เดินทางไปเลห์แล้ว ^___^

Day2 Leh  > Basgo Monastery > Lamayuru 

 

วันนี้ตื่นตั้งแต่ตี1 รถออกตี2 เพื่อเดินทางไปเลห์ ใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบิน 1 ชั่วโมง ที่นั่งที่ดีในการไปเลห์ก็คือ จะต้องนั่งฝั่งซ้าย ริมหน้าต่าง เราจะเห็นวิวทิวเขาเรียงรายกัน สวยงามมากๆ เสียงชัตเตอร์นี่ดังแบบรัวๆ พอลงมาก็รอกระเป๋าสักพักใหญ่ๆ ก่อนเข้าที่พักเราก็แวะทานอาหารเช้าเอาแรงกันก่อน ร้านตกแต่งน่ารัก น่านั่ง ลูกค้าเต็มร้านเลย สงสัยเป็นร้านที่มีชื่อแถวนี้ เรานั่งโต๊ะด้านใน หลังจากสั่งอาหารเสร็จ อยู่ดีๆ ตาลก็บอกว่าเริ่มมึนหัว ตาเริ่มพร่า มองอะไรไม่ชัด หน้าซีด และก็ฟุบลงไปกับโต๊ะ เอาแล้วสิ หรือว่านี้จะเป็น AMS ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรารีบหาอะไรพัดๆให้มีอากาศ พี่ๆที่ไปด้วยกันก็มาช่วยดูแล เอายาดม เอาลูกอมมาให้กิน 5นาทีหลังจากนั้น ตาลก็ฟื้นขึ้นมา ไกด์ก็เอาอ๊อกซิเจนกระป๋องมาให้สูดทันที พอเริ่มรู้สึกดีขึ้น รีบย้ายไปนั่งริมหน้าต่างอย่างไว จะได้มีลมหน่อย ความสูงตอนอยู่ที่เดลี ประมาณ  2130 กว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล มาที่เลห์นี่ก็จะสูงขึ้นไปอีก ประมาณ 3500 กว่าเมตร เพราะฉะนั้นทุกคนต้องทำอะไรช้าๆ ห้ามรีบร้อนเด็ดขาด เนื่องจากร่างกายต้องปรับสภาพกับที่ๆสูงขนาดนี้และมีอากาศเบาบาง ขออธิบายแบบรวบรัดไว้ให้เข้าใจตามนี้เลยนะคะ

โรค AMS คือโรคที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ที่สูงมากๆ ไม่เกี่ยวว่าใครแข็งแรงกว่าใคร อาจจะเกิดกับใครก็ได้

 

ข้อควรระวัง

 

  • ไม่ควรทำอะไรรีบๆ เมื่อรู้ตัวว่าอยู่ที่สูงแล้ว ให้ทำตัวเหมือนคนแก่ ช้าเข้าไว้ ท่องเอาไว้ว่า ช้า ช้า

  • ถ้าจะให้ชัวร์กินยากันไว้ก่อนเลย ยาชื่อไดอะมอค diamox จะช่วยเพิ่มอ๊อกซิเจนในสมอง ร่างกาย จะปรับตัวได้เร็วมากขึ้น แต่ยานี้จะทำให้ชาที่ปลายมือและจะปวดฉี่บ่อยนิดนึง (ห้ามคนที่แพ้ายาซัลฟากิน)

  • เวลาเกิดอาการชาตามมือ ตามหน้า ให้จิบน้ำขิงร้อนๆ เพื่อขยายหลอดเลือด ช่วยได้เยอะเหมือนกัน

  • อ๊อกซิเจ้นกระป๋องพอช่วยได้ แต่อันที่ช่วยได้ดีคืออ๊อกซิเจ้นถัง คนขับรถบางคนมีพกไว้ ถ้ามีการการให้ใช้เลย อีกแป๊ปก็จะค่อยๆดีขึ้น

  • จิบน้ำบ่อยๆอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ หายใจเข้าให้ลึกๆ ยาวๆ

 

อาการของโรคนี้ (ยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ยิ่งเสี่ยงเกิดอาการมากขึ้นเท่านั้น)

  • ปวดหัว เวียนหัว ตาพร่า หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม

  • มือชา หน้าชา ปากชา มืออ่อนแรง

  • หัวใจเต้นแรง ตุ๊บๆๆ เหนื่อยง่าย เดิน4ก้าวก็เหนื่อยแล้ว งง

  • หายใจไม่ค่อยทัน

  • เป็นหนักๆจะ อาเจียน ทานข้าวไม่ลง

  • หนาว ตัวสั่น

  • บางคนเกิดอาการตอนกลางคืนเพราะตอนนอนควบคุมการหายใจไม่ค่อยได้

เข้าเรื่องกันต่อ หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ จุดมุ่งหมายแรกคือที่ Basgo Monastery ระหว่างทางเราจะผ่านจุดที่แม่น้ำซัสการ์ ไหลมาบรรจบพบกับแม่น้ำสินธุ น้ำในแม่น้ำสีออกน้ำตาลๆ เหมือนน้ำโคลนเลย ถ่ายรูปมาเลยสีจืดๆ แต่มันก็คงเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ สวยแปลกไปอีกแบบนึง

พอถึง Basgo Monastery เราก็ต้องตะลึงกับสถาปัตยกรรมแนวธิเบต สวยมากๆ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ประทับใจแบบตราตรึงเลย ธงมนต์หลากสีห้อยอยู่เต็มไปหมด ทำให้วัดโบราณนี้ดูขลังแล้วก็ลึกลับมากขึ้นไปอีก 

หลังจากเดินสำรวจความสวยงามและถ่ายรูปกันจนอิ่มแล้ว เราก็ไปต่อเพื่อเก็บแสงเย็นที่ Lamayuru ตรงนี้อยู่ใกล้ที่พักที่เราจะนอนคืนนี้มากๆ

 

ที่นี่ตอนเย็นบรรยากาศชิลๆ ด้านบนจะเป็นวัดแต่พวกเรายังไม่ขึ้นไปวันนี้ รอพรุ่งนี้เช้าขึ้นไปทีเดียว ก็เลยเดินเล่นมั่ง ถ่ายรูปมั่งตามอัธยาศัย ตอนนั้นเมฆฝนตั้งเค้ามาทะมึนเลย ท้องฟ้ามืดไปหมด ทำให้บรรยากาศตรงนั้นที่ดูลึกลับอยู่แล้ว ยิ่งดูลึกลับเข้าไปอีก แสงแดดบางๆส่องทะลุเมฆดำก้อนใหญ่ ทำให้มีแสงส่องลงมาที่ภูเขาหินเป็นหย่อมๆ ภาพความสวยงามของธรรมชาติอยู่ตรงหน้าแบบนี้ มีความสุขและอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก ดีใจจริงๆที่ได้มาเห็นช่วงเวลาแบบนี้ด้วยตาตัวเอง

 

เดินเล่นอยู่แถวนั้นแป๊ปนึงก็สะดุดตากับคุณยายที่อุ้มหลานหน้าตาน่ารัก ออกมานั่งชมวิวยามเย็นหน้าบ้านไม้หลังเล็กๆ ทุกครั้งที่เห็นคนแก่กับเด็กอยู่ด้วยกัน มักจะเผลอยิ้มออกมาทุกทีเลย มันเป็นความแตกต่างที่ลงตัว ก็เลยแอบกดชัตเตอร์มา1รูป

 

เห็นภาพนี้แล้วคิดถึงคุณย่าขึ้นมาจับใจ ตอนเราเด็กๆเท่านี้ พ่อแม่ไปทำงานหาเงิน ก็มีคุณย่านี่แหละที่คอยเลี้ยงดู  ป่านนี้คุณย่าคงนั่งยิ้มอยู่บนสววรค์แล้วล่ะ : )

พอเริ่มมืดก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนแล้ว ถึงโรงแรมเปิดกระเป๋าหยิบขนมออกมาจะกิน ฮามาก เพราะขนมทุกถุงพองเหมือนกับว่ามันใกล้จะระเบิดแล้ว คงเป็นความกดอากาศหรืออะไรซักอย่างที่ทำให้เป็นแบบนี้ 555 หลังจากทานข้าว กินขนม อาบน้ำ แปรงฟัน หัวถึงหมอนก็หลับอย่างรวดเร็วเพราะความเหน็ดเหนื่อย

Day3 Moon Land View > Leh > Shanti Stupa 

 

เช้านี้ตื่นมาตอนเจ็ดโมงเช้า เพื่อนร่วมทริปบางส่วนออกไปถ่ายแสงเช้าตั้งแต่ตี5 เราก็อยากจะตื่นนะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรวันต่อๆไปบ้าง ก็เลยอยากเซฟร่างกายให้ได้พักผ่อนและนอนยาวๆหน่อย เพิ่งจะวันที่3 เองยังไม่อยากจะเจอกับ AMS อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว คนขับรถก็พาขึ้นไปที่วัด ที่ Lamayuru วัดนี้ก็สวย ออกแนวธิเบตเหมือนเดิม เจอลามะ (พระ) แล้วก็เจอเด็กน่ารักเต็มเลย ที่นี่เวลาเจอกันเค้าจะทักทายกันว่า Julley เวลาเราพูดว่าจูเล ทักทายเค้า เค้าก็จะจูเลกลับพร้อมทั้งยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร  ที่นี่เป็นวัดที่สองที่มาแต่ก็รู้สึกว่าดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ 

หลังจากทานข้าวเสร็จพวกเราก็เดินทางกลับไปยังเลห์ ระหว่างทางก็ชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงามของวิวข้างทางไปด้วย โปรดสังเกตุรูปถนนด้านล่าง ระหว่างการเดินทางที่เลห์ตลอด 9 วัน เราจะต้องผ่านถนนที่คดเคี้ยวแบบนี้บนเส้นทางลัดเลาะตามภูเขาหิน เจอโค้งนับไม่ถ้วน หัวนี่โขกกระจกรถจนชิน ฝุ่นมหาศาล รถไม่มีแอร์ ้ต้องเปิดหน้าต่างตลอดเวลา แดดร้อนจัดจนผิวแทบไหม้ นี่ยังไม่นับอาการของร่างกายเมื่ออยู่บนที่สูงๆอีก จริงๆก่อนมาเรื่องพวกนี้ก็รู้อยู่แล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง  โรคAMS ฝุ่นเยอะ อากาศร้อน  พอได้มาเจอจริงๆถึงมันจะลำบากไม่สะดวกสบายเอาซะเลย แต่ประสบการณ์ที่ได้รับมันคุ้มค่ามาก การได้มาเห็นชีวิตผู้คนอีกซีกโลกนึง ได้มาสัมผัสความรู้สึกพวกนี้ด้วยตัวเอง มันคือกำไรชีวิต

 

 

 

Leh Ladakh, India

Julley  : )

พอไปถึงเลห์ เราได้เดินพักเที่ยวเล่นที่ตลาดแป๊ปนึง ที่นี่วัวกับลา สามารถเดินตามถนนได้ชิลๆเป็นเรื่องปกตินะ เดินสวนกับพวกมันหลายตัวแล้ว ถามคนท้องถิ่นว่าทำไมมีวัวมาเดินตรงนี้ เค้าก็บอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับเราเป็นเรื่องแปลกตามาก ไม่คุ้นเลยแฮะ น่ารักดี ชอบ : )

 

หลังจากเดินเล่นพักนึงพวกเราก็ต้องไปยัง Shanti Stupa เพื่อรอถ่ายแสงเย็น มากับทริปถ่ายรูปก็ดีอย่างงี้ แสงเช้าแสงเย็นไม่พลาด ที่นี่ห่างจากเลห์แค่สองกิโล เป็นเจดีย์สันติภาพที่สร้างขึ้นโดยชาวญี่ปุ่น สถาปัตยกรรมก็เลยจะมีกลื่นอายของความเป็นญี่ปุ่นอยู่ในนั้นด้วย ระหว่างที่กำลังถ่ายรูปเพลินๆ เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มเดินผ่านมา พอเห็นกล้องก็รีบยิ้มหวานให้เลย รู้งานจริงๆ กำลังกดชัตเตอร์ เด็กผู้ชายโผล่มาจากไหนไม่รู้ เข้ามาหอมแก้มนาง รูปที่ได้ก็เลยน่ารักอย่างที่เห็น : )

เราไปถึงตอนประมาณ  4 โมง ตอนแรกก็ยังร้อนๆอยู่ พอพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเท่านั้นแหละ หนาวเลย วิวรอบๆจะเป็นภูเขา บรรยากาศดีมาก ถ่ายรูปเสร็จก็กลับมาที่โรงแรม Saraha ทุกคนประทับใจโรงแรมนี้มากๆ ห้องพักสวย สะอาด ตกแต่งเหมือนกับอยู่ยุโรปเลย ใครมาเลห์อย่าพลาดพักโรงแรมนี้เชียว

Day 4 Leh > Changla Pass > Pangong Lake 

 

เช้าวันที่ 4 ตื่นมาทานอาหารเช้าตั้งแต่ 7 โมง รถออกจากโรงแรมประมาณ 8โมง  เพื่อมุ่งหน้าไปทะเลสาปปันกอง (Pangong Lake) วันนี้เราต้องผ่านถนนที่ได้ชื่อว่าสูงอันดับ 3 ของโลกนั้นก็คือ Changla Pass ที่นี่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 4,600เมตร

ระหว่างทางเราผ่านทุ่งหญ้าที่มีแพะภูเขาและตัวหิมาลายันมามอส ก็เลยได้แวะถ่ายรูปพวกมัน เจ้าสัตว์ตัวเล็กๆแสนซนหน้าตาเหมือนกระรอกผสมกระต่ายพวกนี้มันไม่ค่อยกลัวคนเลย สู้กล้องมากๆ 

เราใช้เวลาอยู่บนรถเป็นเวลาประมาณเกือบๆ 5 ชั่วโมง ได้เห็นวิวข้างทางทั้งก้อนเมฆ ทั้งท้องฟ้า ทั้งสีน้ำตาลไล่เฉดของภูเขา แถมยังมีแสงแดดส่องผ่านก้อนเมฆลงมา มันเป็นอะไรที่สวยงามมาก ธรรมชาติช่างเข้าใจสรรค์สร้างจริงๆ 

ก่อนที่จะถึง camp ที่เราจะพัก รถก็มาหยุดที่ทะเลสาบ Pangong ทะเลสาบปิดในเทือกเขาหิมาลัย ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 4350 เมตร มีแนวยาวกว่า 134กม. ส่วนที่เราเห็นเป็นแค่ 1ใน 4 ของทะเลสาบทั้งหมดเองนะ  ส่วนที่เหลืออยู่ในทิเบต  พอรถจอดเราได้เดินลงไปถ่ายรูป ได้เจอYak สัตว์ที่หน้าตาเหมือนวัว มีเขายาวแหลม 2 ตัว รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาถ่ายรูปแลกกับเงินรูปี  เราไม่กล้าเข้าไปใกล้มากกลัวมันขวิดเอา

คืนนี้ที่ที่เราจะนอนแคมป์ ชื่อ Shambala Camp  ที่พักเป็นเต้นท์ขนาดกำลังดีไม่เล็กเกินไป มีห้องน้ำในตัว ผ้าห่มเตียงนอนสะอาด ได้บรรยาศเมืองธิเบตมากๆเลย ชอบ รู้สึกชอบที่นี่มากกว่าโรงแรมที่ Delhi อีก ก่อนนอนลองถ่ายดาวซักสองสามรูป เจอทางช้างเผือกด้วยนะ อากาศเย็นดีจัง คืนนี้หลับสบาย นอนอย่างมีความสุข

 

Day 5     Pangong Lake >  Leh  > Namgyal Tsemo

 

วันนี้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับหน้าตาสดใส เพราะนอนเต็มอิ่ม ทุกคนพร้อมเดินทางกลับเข้าเลห์ ก่อนออกเดินทางไกลแวะถ่ายบรรยากาศรอบๆริมทะเลสาบสวยมาก มุมที่น้ำสะท้อนท้องฟ้าและภูเขา สวยจับใจ วิวสวยๆเป็นเอกลักษณ์แบบนี้คงมีแค่ที่นี่เท่านั้น ถ้าถามว่าทั้งทริปชอบที่ไหนสุดก็คงจะไม่พ้นที่นี่ "ทะเลลาบปันกอง"

ระหว่างทางเรานั่งรถกลับทางเดิม ผ่านภูเขาหินต่างๆ บางช่วงก็มีโอเอซิสอยู่ตรงกลาง เราสังเกตุว่าถ้าจุดไหนมีน้ำไหลผ่าน เราก็จะเห็นสีเขียวของต้นหญ้าที่งอกขึ้นมา ธรรมชาติได้สอนเราทางอ้อม เหมือนสัจธรรมที่ว่าในความมืดย่อมมีแสงสว่างเสมอ 

ระหว่างทางเจอวิวสวยๆเราก็ไม่พลาดที่จะแวะเก็บภาพไว้ดูเป็นความทรงจำที่ดี ที่หมายสุดท้ายของวันนี้คือ ไปถ่ายแสงเย็นที่ Namgyal Tsemo Monasteryก่อนที่จะกลับเข้าโรงแรม ตรงจุดนี้เราจะเห็นเมืองเลห์ทั้งหมด แสงไฟจากในเมืองถนนหนทางต่างๆยามค่ำคืน แค่ได้นั่งชิลดื่มด่ำกับบรรยากาศก็คุ้มค่ากับการมาที่นี้แล้ว 

หลังจากที่ท้องฟ้าเริ่มมืด ทุกคนถ่ายรูปจนพอใจกันแล้ว เราก็มุ่งหน้าเข้าโรงแรม Lingzi เอากระเป๋าเข้าห้องเสร็จก็ออกไปทานอาหารเย็นแถวๆตลาด ร้านชื่อ Chop stick คนนั่งเยอะมาก รออาหารนานมาก อาหารรสชาติเฉยๆไม่ค่อยถูกปาก  อย่างนี้แหละเนอะ คนไทยติดอาหารไทย อยู่ไกลบ้านก็คิดถึงส้มตำและอาหารแซ่บๆ

ก่อนนอนคิดถึงอาหารไทยมากไปจนเก็บเอาไปฝันเลยอ่ะ

Day 6 : Leh > Khardung La Pass > Sumur Village > Nubra Vally > Hunder Village

 

เช้าวันนี้ ตื่นมาทานข้าวเช้าตอน 6:30am  วันนี้ตามแผนการเราจะไปทะเลทรายถ่ายรูปอูฐกัน เราออกจากโรงแรมประมาณ 8:30 สิ่งที่ต้องทำเหมือนเดิมทุกเช้าก็คือ ทานยาไดอะม๊อค กับยาแก้เมารถ วันนี้ต้องเตรียมพร้อมอย่างแรง เพราะเราจะผ่านถนนที่สูงที่สุดในโลกกกกก นั้นคือ Khardung La Pass ที่นี่จะสูงถึง 5,602เมตร จากระดับน้ำทะเล

เรื่องอาการไม่ต้องพูดถึง อาการมาหมด ทั้งปากชา หน้าชา มึนหัว เราต้องเดินช้าๆเหมือนค่อยๆย่อง เคยเห็นหนังslomotionมั๊ยเดินแบบนั้นเลย เดิน4ก้าวก็ต้องพักหายใจยาวๆ เพราะมันเหนื่อยมาก แวะถ่ายรูปกับป้ายแป๊ปเดี๋ยวให้ได้มีรูปว่าชั้นมาถึงแล้วน๊าาา เสร็จแล้วก็รีบให้คนขับออกเดินทางต่อ 

จุดหมายต่อไป เราไปจะถ่ายอูฐกันที่  Sumur Village ณ เวลานั้นแสงแดดแรงและร้อนมาก ตากแดดแป๊ปเดียวผิวเกือบไหม้ แสบหน้าเลย พวกเราเลยต้องมานั่งเม้ามอย รอให้แสงอ่อนๆกว่านี้หน่อยถึงจะเริ่มถ่ายรูป จริงๆวันนี้เน้นฮา เพราะอูฐก็ดูป่วยๆ มันไม่ค่อบชอบกล้องมั้ง รูปออกมาเลยเหมือนอูฐจูงคนมากกว่า หลังจากถ่ายรูปเล่นเสร็จ ก็นั่งรถต่อไปที่Nubra Valley ระหว่างทางเจอมุมสวยๆก็เลยแวะถ่ายรูปเหมือนเดิม ถ่ายรูปกันอยู่ดีๆก็หันไปเห็นคุณป้าคนนึง กำลังเดินมาเก็บผักในทุ่งหญ้า ไม่ต้องเดาคุณป้าคนนี้ก็เลยกลายเป็นนางแบบให้เราโดยปริยาย พอไปถึง Nubra Valley ก็เย็นแล้ว เราพักที่แคมป์ชื่อ Sanddune Leisure Camp หัวถึงหมอนก็หลับสนิทเหมือนเดิมเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางและตากแดดทั้งวัน

 

Day 7 : Hunder Village > Diskit Monastery >  Leh Market

 

วันนี้เราตื่นเช้าตีห้าครึ่งได้เพื่อเดินออกไปถ่ายแสงเช้าวิวสะท้อนน้ำแถวที่พัก พอเดินออกไปอีกก็เจอทะเลทราย ที่นี่ทะเลทรายใหญ่กว่าที่ Sumur Valley หลายเท่า เรากับตาลคึกมากวันนี้ เพื่อนร่วมทริปเดินไปไกลสุดทางเพื่อถ่ายรูปวิวสวยๆของทะเลทรายยามเช้า แต่เราสองคนวิ่งไปทางโน้นที ทางนี้ที  สนุกกับการปีนขึ้นไปวิ่งเล่นบนทะเลทรายและแอ๊กท่าบ้าๆบอๆถ่ายรูป จนลืมตัวไปเลยว่าต้องทำอะไรช้าๆ สงสัยว่าร่างกายจะเริ่มปรับตัวได้แล้วล่ะ แสงแดดที่ส่องมาในยามเช้า ทำให้ทะเลทรายดูระยิบระยับ สวยงามจริงๆ เล่นจนหมดแรง แดดก็เริ่มจ้าแสบตา เราเลยเดินกลับไปที่พักทานข้าวเช้า และก็ออกเดินทางกลับ  

ระหว่างนั่งในรถ ก็ชมวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ให้ลมและฝุ่นโกรกหน้าบ้างอะไรบ้าง ตามสภาพอากาศ หลับๆตื่นๆมาดูวิวกันไปตามประสาคนนั่งอยู่ในรถเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ จนกระทั่งถึงทางที่เราต้องผ่านระดับความสูงของ Khardung La Pass ขบวนรถที่ขับตามๆกันมาต้องหยุดกระทันหัน เพราะมีคนมายืนโบกธงแดงไม่ให้รถผ่านไป

คนขับลงไปคุยได้ความมาว่าหินถล่มมาปิดเส้นทางถนนด้านบนของเรา คนที่มากั้นรถให้ อยู่ห่างจากจุดที่เค้ากำลังระเบิดหินเพื่อเปิดทางแค่ประมาณ 200เมตรเอง ทุกอยากเกิดขึ้นเร็วมากแบบงงๆ เราได้แต่รอ เพราะไม่รู้ว่าการปิดถนนครั้งนี้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการระเบิดและเคลียร์หินออกไป ตู้ม!! เสียงระเบิดดังสนั่น น่ากลัวมากๆ ภาพที่เราเห็นคือเศษหินก้อนเล็กๆ(ในระยะที่ไกล) กระเด็นขึ้นฟ้า และอีกภาพก็คือคนวิ่งหลบกันหลังรถ บ้างก็วิ่งออกมาจากรถให้อยู่ไกลกว่าเดิม  ระยะเวลาประมาณชั่วโมงครึ่งที่นั่งรอในรถ เราได้ยินเสียงระเบิดอีก 3-4 ครั้ง และตอนนั้นก็อยู่ที่ความสูงระดับ 5,555เมตรพอดี อะไรจะบังเอิญขนาดนี้  เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น เพราะเราคงไม่ได้เจออะไรแบบนี้บ่อยๆ แต่ก็ทำให้เราเรียนรู้ว่าเราควรอยู่ห่างอย่างน้อย 200 เมตรจากจุดระเบิดเพื่อความปลอดภัย  หลังจากเคลียร์หินเสร็จ ขบวนเราก็เดินทางต่อ

รถวิ่งไปได้ซักพัก ก็ต้องหยุดอีกแล้ว เพราะถนนขาดโดนน้ำเซาะจนทางพัง ไม่สามารถให้รถขับผ่านไปได้ ทุกคนก็เลยต้องลงเดินเพื่อให้รถน้ำหนักเบาที่สุด ผู้คนช่วยกันเอาเศษหินก้อนใหญ่ๆมาถมทาง คนขับก็ต้องพยายามขับผ่านไปให้ได้อย่างทุลักทุเล

 

สิ่งที่เราเห็นคือ ความสามัคคีของทุกคน คนขับรถทุกคัน ลงมาช่วยกันยกหินมากั้นทางน้ำ ยกหินมาปิดรูที่สามารถทำให้ล้อรถเข้าไปติดได้ ต่างคนต่างช่วยกันดู ช่วยกันโบก ช่วยกันลุ้น มันคือความสุดยอดของทริปนี้ ได้เจอสิ่งที่ไม่ได้คาดฝัน ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนร่วมทาง ทั้งคนขับรถและผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลาก็ว่าได้ มันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าเจอปัญหาอะไรก็ตาม การมีสติ ความสามัคคี การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาให้ผ่านไปได้เสมอ ขอแค่อย่าตื่นตระหนกเท่านั้นเอง

 

ขอบคุณโชคชะตาที่พาให้เราได้มาเจอเหตุการณ์ต่างๆ ได้เรียนรู้ ได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม ได้เห็นความสามัคคี ความมีน้ำใจ ได้พบเจอเพื่อนต่างเชื้อชาติ ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากการเดินทางครั้งนี้ 

 

 

หลังจากที่ผ่านช่วงทางขาดมาเราก็ส่วนที่สูงที่สุดอีกครั้งนั้นคือ  Khardung La Pass แต่ครั้งนี้เราแวะเข้าห้องน้ำแป๊ปเดียว กับถ่ายรูปนิดหน่อยก่อนที่จะให้คนขับขับลงไปรอด้านล่าง  เพื่อเข้าโรงแรมที่พัก วันนี้เราจะพักที่  Safica Hotel  โรงแรมนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆกับตลาดในเมืองเลห์สามารถเดินไปได้ไม่ไกลมาก

Day 8 : Leh > Hermis Monastery  > Thiksey Monastery  >  Leh Market

 

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวเล่นก่อนกลับบ้าน เราจะไปที่ Hemis Monastery ที่นี่เป็นวัดเก่าแก่มากสร้างตั้งแต่ปี 1672 เป็นวัดสไตล์ Tibetan Buddhist ห่างจาก ตัวเมือง Leh ประมาณ  45 กม.  ในวัดนี้จะมีห้องโถง มีร้านขายของที่ระลึก หนังสือประวัติ มากมาย มีรูปปั้น ที่เรียกว่า Statue of Guru Rinpoche ชาวพุทธทิเบตถือว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 2 พระองค์เป็นผู้นำพุทธศาสนา เข้าสู่ทิเบตและดินแดนในแถบหิมาลัย  ท่านได้รับการถ่ายทอดธรรมทั้งหมดจากพระอานนท์ ตามคำบัญชาของพระ ศากยะมุนีพุทธเจ้า ตอนที่ไปจังหวะเหมาะมากๆ ลามะกำลังสวดมนต์อยู่ ก็เลยได้เข้าไปฟังและเห็นบรรยากาศจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

เสร็จจากที่ Hemis Monastery เราก็มุ่งหน้าต่อไปที่ Thiksey Monastery  ที่ตั้งวัดอยู่บนยอดเขาด้วยระดับความสูง3,600ม เป็นที่ประดิษฐานของรูปปั้นพระศรีอรียเมตรไตร หรือ Future Buddha ด้วยความสูงเท่ากับตึกสองชั้นจึ้งได้ชื่อว่าเป็นรูปปั้นที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเลห์

เป็นอีกที่นึงที่สวยงามทั้งรูปปั้นและสถาปัตยกรรม  ระหว่างทางกลับเจอวิวสวยๆที่ไหน ก็แวะจอดถ่ายรูปข้างทางกัน บังเอิญว่ามีม้าสองตัวยืนอยู่ริมแม่น้ำ เป็นความบังเอิญที่พอดิบพอดีมาก สวยเหมือนกับฝันไป


 

 

 

ถึงเลห์ประมาณ  4 โมง ยังมีเวลาพอให้เดินเล่น ชื้อของในตลาด ของฝากต้องนี่เลยร้าน Himalaya  ชอบยาหม่องยี่ห้อนี้มาก  หอมชื่นใจ เนื้อเป็นใสๆ ใช้ดีมากจนต้องซื้อกลับ ดมทีโล่งไปถึงปอดเลย  5555 ไหนๆก็จะกลับแล้ววันนี้อาหารเย็นขอกินให้ประทับใจหน่อย ได้ข่าวว่าร้าน Pizza สไตล์อิตาเลี่ยนร้านนี้เด็ด (ร้านชื่อ IL Forno) อยู่ชั้นสองตรงกับทางเข้าไปตลาดเลห์ พอได้กินคำแรกนี่แบบว่า ตาโตเลย อร่อยโฮก แป้งบางกรอบ รสชาติดี๊ดีย์ ที่สำคัญถูกเว่อ  ถาดกลางราคา 150 บาทเอง ซัดไปตั้งหลายชิ้น กินกับเบียร์ อากาศเย็นๆ ฟินสุดๆ เป็นการอำลาที่มีความสุขมาก เลห์ ชั้นรักเทอนะ ขอบคุณสำหรับความประทับใจและความทรหดที่มอบให้ ถ้ามีโอกาสเราคงได้เจอกันอีก (เอ๊ะ ชักไม่มั่นใจ เลห์นี่เมืองหรือคน 5555)

 

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey YouTube Icon

Subscribe for Updates

© 2018 WHENWEWANDER. ALL RIGHTS RESERVE.  รูปทุกรูปในเวปนี้มีลิขลิทธิ์ ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต