sri lanka journey part2

AVANI Kalutara Resort

ความเดิมจากตอนแรก

หลังจากเสร็จจากบ้านเจฟฟรี่ บาวาแล้ว เราก็ได้มีโอกาสแวะไปไหว้พระที่วัด Kande Viharaya ได้เห็นลวดลายศิลปะที่ไม่คุ้นตาได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และขอพร รู้สึกดีจัง

After visiting Geoffrey Bawa’s house we went to Kande Viharaya.  It was such a good feeling to see unfamiliar art and culture and pay respect to the Buddha.

หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังโรงแรมอีกที่นึง ซึ่งก็คือ อวานี คาลูทารา รีสอร์ทที่นี่ห่างจากอวานี เบนโททา รีสอร์ท แอนด์ สปาประมาณครึ่งชั่วโมงโดยตัวโรงแรมอยู่ติดชายหาดเหมือนกัน แต่มีความสวยและมีเสน่ห์ต่างกันไป : ) ที่พิเศษคือที่นี่เราจะเห็นจุดที่ทะเลมาบรรจบกับแม่น้ำพอดี เลยได้ทั้งสองอารมณ์เพราะมีทั้งทะเลและแม่น้ำโอบล้อมโรงแรมไว้ ห้องพักสะอาดสะอ้านสวยงาม การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นน่านอนมาก

 

Then we went to check in at Avani Kalutara which was 30 mins away from Avani Bentota.This hotel is also a beachfront hotel like Avani Bentota, but we believe every place has its own beauty. What makes Avani Kalutara unique is it sits on a peninsular where the river meets the sea. The room was tidy, clean and the wooden decoration made us feel warm and cozy.

เอาจิงๆ ทุกอย่างที่นี่ดีกว่าที่คาดคิดไว้หมดเลย ผู้คนน่ารัก ยิ้มแย้ม ใจดี อาหารอร่อย และที่ทำให้ตราตรึงใจที่สุดก็คือความสด ความเป็นธรรมชาติของประเทศเค้ายังไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง มันมีเสน่ห์มากๆ ยิ่งใครชอบดูวัฒนธรรม Culture ต่างๆจะเพลินมากเป็นพิเศษ ป่ะๆ พูดเฉยๆไม่เห็นภาพ ไปดูรูปกันว่าที่ศรีลังกามีอะไรน่าสนใจ มีที่เที่ยวที่พักที่ไหนน่าสนใจบ้าง

 

There’re so many things we can’t wait to tell you. Everything was beyond our expectations. People were so friendly and always smiling. Foods were delicious and what we loved the most was its nature. For those who love cultural travel, seeing the locals’ life, you’ll definitely love Sri Lanka.   

มาถึงโรงแรมก็เป็นเวลาเที่ยงพอดี เราสั่งอาหารเที่ยงที่นี่ทาน อาหารอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว จัดจานมาซะสวยน่ารัก เวลาไปเที่ยวไหนแล้วเจอการบริการที่ใส่ใจกับดีเทลเล็กๆน้อยๆแบบนี้ รู้สึกประทับใจทุกที ปล. น้ำเสาวรสที่นี่อร่อยมากกกกก

 

We arrived the hotel around noon so we had lunch here. The foods were fantastic and nice plate decoration. We always impressed with these tiny details. P.S. passion fruit juice was superb!

เนื่องจากคลื่นลมที่คาลูทาราค่อนข้างแรง ทะเลที่นี่เลยเหมาะกับการนั่งมองนั่งชิลและชื่นชมกับความสวยงามของธรรมชาติมากกว่าการลงไปเล่นน้ำ วันนี้พอมาถึงโรงแรมแล้วก็พักผ่อนยาว นั่งถ่ายรูปเล่นกันที่ริมหาด โดดสระว่ายน้ำ นอนมองต้นมะพร้าว พอค่ำก็ทานอาหารที่โรงแรมเลย กุ้งที่นี่สดและหวานมาก บีบมะนาวลงไปนิดๆรสชาติกลมกล่อมกำลังดี  วันนี้นับว่าเป็นวันพักผ่อนอย่างแท้จริง

We couldn’t swim here because of the big waves so we sat by the beach, chilled and enjoyed the beauty of nature around here.

วันรุ่งขึ้นตื่นแต่เช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนเคย เดินไปเจอกับเปลที่ทางโรงแรมผูกไว้กับต้นมะพร้าวให้แขกมานอนเล่น ก็เลยนอนดูพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางดงต้นมะพร้าวนับร้อย เพลินไปอีกแบบ : ) พอพระอาทิตย์เริ่มขึ้นก็เห็นคนแถวนั้นยืนตกปลาด้วย ตาลไม่รอช้ารีบเข้าไปคุยและขอยืมเบ็ดแอ๊กท่าถ่ายรูป 5555 หลังจากนั้น ทานอาหารเช้าเสร็จเราก็จะไปวัดกัน

 

The next day we woke up early to watch the sunrise and found a hammock under the coconut trees. It was a perfect spot! Then we had breakfast and off to Kalutara Bodhiya Temple.

Kalutara Bodhiya Temple

ตอนที่ไปถึง ด้านหน้าทางเข้าวัดเราจะเห็นคนขายดอกไม้อยู่เต็มไปหมด จำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เห็นอะไรก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้หน้าตาแปลกๆ ผู้คน และวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นตา ชอบอะไรแบบนี้มากๆ ที่นี่เวลาเข้าในตัววัดต้องถอดรองเท้า เดินเท้าเปล่านะคะ ส่วนผู้หญิงห้ามใส่ขาสั้น

ที่นี้มีต้นพระศรีมหาโพธิ์ ผู้คนนิยมเดินเวียนสวดมนต์ขอพร ขอให้ปัญหาและโรคร้ายหมดไปโดยการเขียนความทุกข์ลงไปในผ้าสีๆและนำมาผูกไว้ตรงกิ่งไม้

 

In front of the temple there were lots of flower stalls. We were excited with everything we saw, flowers, people, culture, and we liked it a lot.

Before you enter the temple you need to take your shoes off and women aren’t allowed to wear shorts. People also come to pay respect to the sacred Sri Maha Bodhiya by walking clockwise around the tree and pray, and write down their problems or worries on small pieces of clothes and hang on the tree.

Local Market

ตลาดคือที่โปรดที่เราชอบไปเวลาไปท่องเที่ยว เพราะจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ เห็นว่าบ้านเมืองพวกเค้ามีผักผลไม้อะไรกันบ้าง ที่นี่มีผลไม้ขายเยอะมากคล้ายๆบ้านเรา เงาะสีแดงสดน่ากินเชียว มังคุดกับสับปะรดก็มี มีปลาทูน่าตัวใหญ่มากมาตัดแบ่งขายกันเห็นๆ ผู้คนที่นี้ใจดี ยิ้มแย้ม ฟันขาวเชียว 555

We like going the local market to see local lifestyle, what do they buy and sell. There are many kinds of fruits here like Thailand such as rambutans, mangosteens, pineapples. Sri Lankan people are so friendly.

หลังจากไปตลาดเสร็จไกด์ก็พาไปที่น้ำตกลับแห่งนึงที่ไม่ไกลเท่าไหร่ เดินป่าเข้าไปไม่นานก็ได้ยินเสียงน้ำซู่ๆ น้ำตกที่นี่ก็คล้ายๆที่ไทยนะ ได้มาเห็นได้สัมผัสกับบรรยากาศและละอองน้ำนิดนึงก็ชื่นใจละ

After the market, we went to a waterfall. Fresh water, lovely sound of water and bird were very relaxing.

ตอนบ่ายๆกลับไปทานพิซซ่าที่โรงแรม พอแดดเริ่มจะร่ม เราก็ไปหาอะไรเล่นสนุกๆตั้งหลายอย่างเลย ได้ลองเล่นเจ็ทสกีในแม่น้ำ พายเรือคายัคแล้วต่อด้วยการนั่งเรือดูพระอาทิตย์ตก วันนี้เป็นวันที่เต็มไปด้วยกิจกรรม ทั้งเหนื่อยทั้งสนุก

 

We went back to the hotel and did some water activities in the afternoon. We tried jet skiing, kayaking, then got on the boat to watch the sunset. We did a lot of activities that day and was so tired, but of course we did have a great time.

เช้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ที่นี่แล้ว ยังไม่อยากกลับเลยจริงๆ หลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ก็เดินไปชมวิวรอบๆโรงแรม เห็นครูสอนโยคะสอนแขกที่มาพักอยู่ริมแม่น้ำด้วย เสียดายไม่ได้เอาชุดโยคะมา ถ้าได้ยืดเส้นยืดสายตอนเช้าตรู่ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติแบบนี้มันต้องรู้สึกดีมากแน่ๆ

 

Today was the last day here. After we had breakfast we walked around the hotel and saw a group of guests doing yoga by the river. Too bad we didn’t bring yoga suits. It would be wonderful to do yoga in a peaceful morning with beautiful nature.

ที่แรกที่เราจะไปวันนี้ก็คือ Yala Ampitigala Eco Tourism Village ค่ะ ที่นี้เราจะเจอชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ สาธิตการปั้นหม้อ ตีเหล็ก คล้ายๆกับเวลาที่เราไปเที่ยวหมู่บ้านหัตถกรรมต่างๆ ที่คนท้องถิ่นจะมาสาธิตการทำของพื้นเมืองอะไรแบบนั้น ที่นี้ก็เป็นลักษณะเดียวกัน

https://www.facebook.com/Yala-Ampitigala-Eco-Tourism-village-119493821577820/

First stop for today was Yala Ampitigala Eco Tourism Village. It’s a handicraft village where the villagers making pots and knives.

หลังจากนี้เราก็จะอยู่ที่โคลัมโบละค่ะสิ่งแรกที่เราทำคือกินข้าวเที่ยง 55555 ร้านแรกที่เลือกกินคือร้าน Fat Crab นั่งบนชั้นสอง มองเห็นวิวทะเล ลมเย็นสบายดี ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องปูนะ แต่เราสั่งเป็นซีฟู้ดจานรวม อาหารจานใหญ่แบ่งกันทานสองคนยังเกือบไม่หมดเลย 5555

https://www.facebook.com/thefatcrab/

 

Then we headed to Colombo for lunch at Fat Crab. We sat on the second floor for better view. According to its name, this place is famous for their crabs. We ordered seafood platter.

ที่ต่อไปที่แวะไปคือ BareFoot ที่นี่เป็นเหมือนกับเป็นคอมมูนิตี้มอลเล็กๆ ในโคลัมโบมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ มีมุมแสดงผลงานศิลปะ มีร้านขายหนังสืออาร์ตๆ มีร้านขายของทำมือและขายของที่ระลึกสามารถเดินซื้อของฝากเล็กๆน้อยๆจากที่นี้ได้ www.barefootceylon.com

We went to Barefoot, a small community mall where there’re restaurants, cafes, gallery, bookstore, handicrafts and souvenir shops.

ระหว่างทางเห็นมีเหมือนตลาดนัดริมทะเลที่ชาวบ้านเอาของมาวางขาย เลยแวะลงไปเดินเล่น ดูบรรยากาศแถวนั้นซักหน่อย ผู้คนที่มาแถวนี้ดูท่าเค้าจะมาชิลๆกัน บ้างก็เล่นว่าว บ้างก็นั่งกินอะไรริมทะเล พ่อแม่ก็อุ้มลูกมาเดินเล่น ชอบว่าวที่นี่ วินเทจมากเกือบจะซื้อกลับมาแล้วเชียว 5555

 

We stopped by a local market near the beach. Some people were playing kites; some were chilling on the beach with their families. We kind of liked the kites here. They looked so vintage we almost buy one.

ที่สุดท้ายก่อนไปสนามบินเป็นที่ไฮไลท์ที่สุดในโคลัมโบ นับเป็นการจบทริปที่ประทับใจที่สุด นั่นก็คือพาตัวเองมากินข้าวเย็นที่ร้าน The Ministry of Crab ฮี่ๆๆ

ร้านนี้ติด 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในเอเชียและได้ชื่อว่าปูสดมากอร่อยมากก ก็เข้าใจแล้วว่าอร่อยแบบน้ำตาจิไหลเป็นยังไง ที่สั่งมารสชาติดีทุกอย่าง ปูก็สด เนื้อหวานสุดๆ ใครมาศรีลังกาแล้วไม่ได้แวะร้านนี้ถือว่าพลาดมาก เหมือนมาไม่ถึง ก่อนไปแนะนำให้จองก่อนนะคะ ไม่งั้นจะเต็มเพราะคนเยอะมากจริงๆ

http://www.ministryofcrab.com  +94 788541400

 

Last step before we went to the airport was the highlight of this trip. We were at Ministry of Crab, a famous restaurant ranked 29 on Asia’s 50 best restaurants 2017. We could say that these were the best crabs we’ve ever tried. They were soooo fresh and sweet. This restaurant is a must if you come to Sri Lanka (but reservation will be needed).

ถึงแม้ทริปศรีลังกาจะจบไปแล้ว แต่ความประทับใจที่มีต่อประเทศนี้ยังคงอยู่ คิดถึงทะเล คิดถึงต้นมะพร้าว คิดถึงความเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มและมิตรไมตรีของชาวศรีลังกา ที่นี่ยังมีที่สวยๆอีกเยอะที่เราอยากจะไปสัมผัส แล้วเจอกันใหม่นะ ศรีลังกา… ใครที่อยากรู้จักอวานี คาลูทารามากกว่านี้เข้าไปดูที่ลิงค์นี้ได้นะคะ avanihotels.com/kalutara ส่วนแรงบัลดาลใจในการท่องเที่ยวสนุกๆ ไปที่ลิงค์นี้ได้เลยค่ะ AVANIme

 

Even the trip was over but our memories last forever. We still miss the sea, the coconut trees, the nature, and the smiles of Sri Lankan people. There’re a lot more places in Sri Lanka that waiting to be seen. Until we meet again, Sri Lanka :)

 

For information about AVANI Kalutara Resort, please visit avanihotels.com/kalutara Visit AVANIme for more travel inspiration.

  • Grey Facebook Icon
  • Grey Instagram Icon
  • Grey YouTube Icon

Subscribe for Updates

© 2018 WHENWEWANDER. ALL RIGHTS RESERVE.  รูปทุกรูปในเวปนี้มีลิขลิทธิ์ ห้ามนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต